สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสงขลา

Office of Provincial Commercial Affairs Songkhla

?“พาณิชย์”ต่ออายุเว้นเก็บเอดี “ทินฟรี-ทินเพลต” อีก 6 เดือน ลดต้นทุนอาหารกระป๋อง

https://www.commercenewsagency.com/ 18 พ.ค. 2565 อ่าน [1]

...
“พาณิชย์” ต่ออายุยกเว้นเก็บอากรเอดีเหล็กทำกระป๋อง “ทินฟรี-ทินเพลต” จากจีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน อียู อีก 6 เดือน หลังสิ้นสุดการยกเว้นครั้งแรก 6 เดือนเมื่อ 12 พ.ค.65 เพื่อลดภาระให้กับผู้ผลิตอาหารกระป๋อง หวั่นเรียกเก็บภาษี ดันต้นทุนผลิตพุ่ง อาจต้องขึ้นราคาขาย และกระทบผู้บริโภค   
         
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า คณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน (ทตอ.) ที่มีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ได้มีมติให้ขยายระยะเวลาการยกเว้นเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) เหล็กแผ่นชุบหรือเคลือบด้วยโครเมียมทั้งชนิดเป็นม้วนและไม่เป็นม้วน (ทินฟรี) ที่มีแหล่งกำเนิดจากจีน เกาหลีใต้ และสหภาพยุโรป (อียู) และเหล็กแผ่นชุบหรือเคลือบด้วยดีบุกทั้งชนิดเป็นม้วนและไม่เป็นม้วน (ทินเพลต) ที่ใช้ทำกระป๋องบรรจุอาหาร จากจีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน และอียู ต่อไปอีก 6 เดือน หลังจากยกเว้นเก็บอากรเอดีครั้งแรกเป็นระยะเวลา 6 เดือน ได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 12 พ.ค.2565
         
สำหรับเหตุผลที่ให้ต่ออายุ เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนให้กับผู้ใช้สินค้าทั้ง 2 รายการ และผู้บริโภค เพราะหากเก็บอากรเอดี จะทำให้ต้นทุนของผู้ใช้ที่มีจำนวนมาก ในหลากหลายอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร จนอาจต้องปรับขึ้นราคาขาย และกระทบต่อผู้บริโภค เพราะปัจจุบัน ต้นทุนหลายด้านเพิ่มขึ้นมากอยู่แล้ว ทั้งต้นทุนค่าแรงงาน เพราะขาดแคลนแรงงาน ต้นทุนการออกเรือจับปลา จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ราคาวัตถุดิบสินค้าเกษตรสูงขึ้น จากราคาปุ๋ยเคมีที่สูงขึ้น เป็นต้น 
         
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ทตอ.ได้เปิดไต่สวนเพื่อใช้มาตรการเอดีตามที่ผู้ผลิตสินค้าไทยยื่นคำร้องว่า สินค้า 2 รายการจาก 4 ประเทศมีการทุ่มตลาดในไทย หรือตั้งราคาขายในไทยต่ำกว่าราคาขายในประเทศผู้ผลิต จนทำให้ผู้ผลิตสินค้าไทยได้รับความเสียหาย เช่น ส่วนแบ่งตลาด ยอดขาย กำไรลดลง และจากการไต่สวน พบว่า มีการทุ่มตลาดจริง จึงเรียกเก็บอากรเอดีสินค้า 2 รายการจาก 4 ประเทศเป็นเวลา 5 ปี ตั้งแต่เดือนพ.ย.2564 -พ.ย.2569 แต่เนื่องจากมีผู้ใช้สินค้าทั้ง 2 รายการจำนวนมาก การเรียกเก็บอากรเอดี อาจกระทบต่อผู้ใช้ และผู้บริโภค โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนการผลิตต่าง ๆ ปรับขึ้นสูงมาก ดังนั้น ทตอ.จึงได้ยกเว้นการเก็บอากรเป็นเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ย.2564-12 พ.ค.2565 และได้พิจารณายกเว้นเป็นครั้งที่ 2 ต่ออีก 6 เดือน 
อย่างไรก็ตาม หากพ้นระยะเวลายกเว้นแล้ว ทตอ.จะพิจารณาว่า ยังจำเป็นต้องต่อเวลาอีกหรือไม่ หากไม่จำเป็น จะเก็บอากรเอดีทินฟรีจากจีน 4.53-24.73% ของราคาซี ไอ เอฟ (ราคาสินค้ารวมค่าประกันภัยและค่าขนส่ง) โดยเกาหลีใต้ 3.94-17.06% และอียู 18.52% เป็นเวลา 5 ปี จนถึงเดือน พ.ย.2569 ส่วนทินเพลตจากจีนให้เก็บ 2.45-17.46% เกาหลีใต้ 8.71-22.67% ไต้หวัน 4.28-20.45% และอียู 5.82% เป็นเวลา 5 ปีเช่นกัน 
         
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กล่าวว่า ต้องขอบคุณกระทรวงพาณิชย์ ที่ยอมขยายเวลาให้อีก 6 เดือน ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ผู้ใช้ต้องการให้ยกเลิกการเก็บอากรเอดีไปเลย เพราะจะทำให้ผู้ใช้มีโอกาสเลือกซื้อเหล็กกระป๋องจากหลายแหล่งมากขึ้น และสามารถต่อรองราคาได้ จากปัจจุบันที่จำกัดอยู่ไม่กี่แหล่ง หลังจากจีน ผู้ผลิตรายใหญ่ปิดโรงงานเหล็กหลายแห่ง เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ส่วนรัสเซีย และยูเครน แหล่งผลิตใหญ่ของโลก มีปัญหาสู้รบ จากทั้ง 2 ปัจจัย ทำให้เหล็กหายไปจากตลาดโลกจำนวนมาก ผู้ซื้อต้องแย่งซื้อจากผู้ผลิตรอง ๆ ลงไป ส่งผลให้ราคาสูงขึ้นมาก 
         
“ราคาแผ่นเหล็กทำกระป๋องปรับขึ้นต่อเนื่อง ตั้งแต่ไตรมาส 4/2563 ถ้านับรวม 7 ไตรมาสจนถึงไตรมาส 2/2565 ราคาขึ้นมาอยู่ที่ตันละ 40,500 บาท จาก 20,000 กว่าบาท ทำให้ราคากระป๋องเพิ่มขึ้นแล้ว 60% คาดว่า ไตรมาส 3/2565 ราคาแผ่นเหล็กจะขึ้นอีกตันละ 5,800-7,500 บาท หรือถ้านับรวม 8 ไตรมาส ราคาจะขึ้นมาอยู่ที่ตันละ 48,000 บาท ราคากระป๋องเพิ่มขึ้นเป็น 70% ถ้ากระทรวงพาณิชย์ มาเก็บอากรเอดีอีก ผู้ผลิตอาหารกระป๋องคงอยู่ไม่ได้แน่ เพราะต้นทุนต่าง ๆ สูงขึ้นมากเฉลี่ย 10-15% แล้ว แต่ยังขึ้นราคาขายไม่ได้ ต้องขออนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ก่อน หรือหากได้รับอนุญาตแล้ว การขึ้นราคาขาย ก็อาจกระทบต่อยอดขาย เพราะกำลังซื้อผู้บริโภคยังมีน้อย”นายวิศิษฐ์กล่าว

ดาวน์โหลดไฟล์เอกสาร


บริการออนไลน์จากกระทรวงพาณิชย์

BANNER จากสำนักงานพาณิชย์จังหวัด

    result=Array
  • result=Array
  • result=Array
  • result=Array
  • result=Array
  • result=Array
  • result=Array

BANNER จากสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์